กิจกรรมและโครงการของสมาคมพรีม่า
  print 
  อันตรายจาก “ยาตีกัน” Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 23 กค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จ.ส. 100  

      

 

รายการ :    “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ”

ออกอากาศทาง : สถานีวิทยุ จส. 100 (FM 100 MHz.)
วัน และ เวลาออกอากาศ : วันเสาร์ที่ 23 กค. เวลา 14:15 – 14:30 น. ทางวิทยุ จส.100 

วิทยากร : ดร.สุวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล

กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข

อันตรายจาก “ยาตีกัน”

        ในการรับประทานยารักษาโรค บางท่านอาจต้องการเห็นผลในการรักษาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงไปหายาอื่น ๆ มารับประทานร่วมกับยาที่แพทย์สั่งหรือเภสัชกรจ่ายให้ ซึ่งไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาแผนปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพร ก็อาจจะไปมีผลเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ฤทธิ์ของยามากเกินความต้องการของร่างกายในการรักษาโรค หรืออาจจะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง และไม่ได้ผลการรักษาตามที่ต้องการ  ซึ่งรายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ในครั้งนี้จะไปพูดกับ  ดร.สุวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล กรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข เกี่ยวกับข้อพึงระวังในการใช้ยาที่อาจจะไปตีกันได้

ยาตีกันคืออะไร?

               “ยาตีกัน” หมายถึงการที่ฤทธิ์ของยาตัวเดิมเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งเพิ่มขึ้น หรือได้รับยามากกว่าหนึ่งตัว ซึ่งอาจมีผลทำให้ยาตัวเดิมนั้นมีฤทธิ์มากขึ้น จนเกิดผลข้างเคียงต่อผู้ใช้ หรืออาจจะไปมีผลทำให้ฤทธิ์ของยาตัวเดิมลดลง ทำให้ได้ผลการรักษาน้อยลงก็ได้ ซึ่งบางครั้งผลของ “ยาตีกัน” ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

กรณีของยาตีกัน

       ยาแผนปัจจุบันกับยาแผนปัจจุบัน เช่น การรับประทานยาลดกรดร่วมกับยาระบาย Bisacodyl ก็จะทำให้ยาระบายตัวนี้ออกฤทธิ์ที่กระเพาะอาหารแทนที่จะไปออกฤทธิ์ที่ลำไส้ จึงทำให้เกิดอาการปวดท้อง , การรับประทานยาลดกรดร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น Tetracyclin ก็จะทำให้ยา Tetracyclin ไม่ออกฤทธิ์ และไม่ได้ผลการรักษาตามที่ต้องการ , การรับประทานยาคุมกำเนิดร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ยาในกลุ่ม sulfa  amoxicillin และ erythromycin ติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจจะทำให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลงน้อยลง และอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้ ในทางกลับกันยาเม็ดคุมกำเนิดก็จะไปลดประสิทธิภาพของยาบางชนิด เช่นยาในกลุ่มเบาหวาน หรือยาลดความดันโลหิต  และในการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก หากรับประทานร่วมกันหลายชนิด ฤทธิ์ในการรักษาก็อาจจะท่าเดิม แต่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารมากขึ้น

       ยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร เช่น การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของหลอดเลือด baby aspirinร่วมกับ ขมิ้นชัน กระเทียม สารสกัดจากใบแปะก๊วย ก็จะไปเสริมฤทธิ์กัน ทำให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ ก็จะทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือในกรณีที่ไปถอนฟันหรือผ่าตัด โอกาสที่เลือดจะแข็งตัวก็ยากขึ้น

       ยาแผนปัจจุบันกับผลิตเสริมอาหาร เช่น การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับน้ำมันปลา ก็อาจจะทำให้เลือดแข็งตัวได้น้อยลง

       ยาแผนปัจจุบันกับเครื่องดื่ม เช่น การรับประทานยาแก้แพ้หรือยากล่อมประสาทที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง ร่วมกับการรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มเหล่านี้จะไปเสริมฤทธิ์ในการกดสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ายาตีกัน?

        สำหรับอาการที่เกิดจากยาตีกัน สามารถสังเกตได้จากผลการรักษาโรคที่ผิดไปจากเดิม เช่น การรับประทานยาแก้แพ้ Chlorpheniramine ซึ่งปรกติจะทำให้เกิดอาการง่วงนอนอยู่แล้ว แต่หากไปรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดสมอง ก็จะทำให้เสริมฤทธิ์กันจนทำให้ผู้รับประทานหลับไปเลยได้  หรือในกรณีของยาระบาย Bisacodyl ปรกติจะออกฤทธิ์ที่ลำไส้ ผู้รับประทานจึงไม่ค่อยรู้สึกปวดมวนท้อง แต่หากรับประทานร่วมกับนมหรือยาลดกรด ก็จะทำให้ปวดท้องมาก อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของยาตีกันในบางกลุ่ม ก็จะไม่มีอาการแสดงออกมาในทันที แต่จะไปทำให้ผลการรักษาลดลง เช่น การใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง ซึ่งกว่าจะทราบก็อาจแก้ไจไม่ทันแล้ว

ทำอย่างไร…ไม่ให้ยาตีกัน?

       หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา

คำถามจากผู้ฟังทางบ้าน

Q:การรับประทานบอระเพ็ดและชะเอมร่วมกันจะมีอันตรายไหม?

A: สมุนไพรทั้งสองชนิด อยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่ช่วยลดน้ำตาล ซึ่งบอระเพ็ดหากรับประทานมากไปอาจจะมีผลต่อตับและไตได้ จึงควรหลีกเลี่ยงไปรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลแทน  เช่น กระเทียมสด ตำลึง มะระ มะระขี้นก เตยหอม อบเชย มะเขือพวง หอมใหญ่ ขมิ้นชัน ข้าวกล้อง ถัวเหลือง ผักชี ผักบุ้งไทย มะเฟือง

Q:เป็นไวรัสตับอักเสบและเป็นเกาต์ จึงต้องรับประทานยาบำรุงตับและยารักษาโรคเกาต์ร่วมกัน จะเป็นอันตรายไหม?

A: สำหรับยารักษาโรคเกาต์ จะไปช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ซึ่งอาจจะมีผลต่อตับ หากไม่รับประทานน้ำตามมาก ๆ ก็อาจจะทำให้เป็นนิ่วได้ด้วย ในกรณีของผู้ที่เป็นโรคตับ การรับประทานสมุนไพรบางชนิด เช่น งา มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก เห็ดหลินจือ หรือเครื่องดื่มเจียวกู้หลานผสมตังกุย ก็จะช่วยบำรุงตับ

รับฟังผ่านคลื่นวิทยุข่าวสารจราจร จส. 100 ทุกวันเสาร์      ดาวน์โหลดอ่านหรือฟังเทปรายการได้ที่ กดที่นี่

ย้อนกลับ

Comment

ฟังคลิปเสียงล้ำยุคเรื่องสุขภาพ

No flash player!

It looks like you don't have flash player installed. Click here to go to Macromedia download page.

พรีม่าบน Twitter

พรีม่าบน Facebook