“การป้องกันที่ดี คือ การปรับพฤติกรรม ให้เป็นสังคมที่มีสุขลักษณะที่ดี ใส่ใจระวังในความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น”

หลังจากที่ ประเทศไทย เพิ่งประกาศคลายมาตรการ Lockdown ระยะที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจอื่นๆ เริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราเห็นบทเรียนหลายประเทศที่เริ่มคลาย Lockdown แล้ว กลับมีสัญญาณเตือนว่า การติดเชื้อรอบสองได้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนี สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง หรือเกาหลีใต้ นักวิชาการทางการแพทย์หลายคน ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงการติดเชื้อรอบสองด้วยเช่นกัน วันนี้เราได้มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ PReMA เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการระบาดของ COVID-19 ในระลอกแรก และการเตรียมตัวรับมือคลื่นลูกที่สองที่อาจจะก่อตัวกลับมาแพร่ระบาดได้อีกครั้ง

1. First Wave หมดไปแล้วหรือยัง

หลังจากที่เราเห็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นหลักหน่วยไม่เกิน 10 คน มาหลายวัน อาจจะทำให้เราคิดว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า(COVID-19) สงบลงแล้ว แต่การพิจารณาว่า เราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้นั้น เราต้องพิจารณาหลายปัจจัย ปริมาณการตรวจ มาตรการเชิงรุกในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ และปัจจัยอื่นๆ อีก ในประเทศเยอรมนีได้ใช้ ค่าการแพร่กระจายตัวของการติดต่อ หรือ Basic Reproduction rate ตัว R number ที่จะชี้วัดว่าการแพร่ระบาดนั้นมีความรุนแรงแค่ไหน โดยค่าที่ปลอดภัย คืออยู่ระหว่าง 0 ถึง 1

สาเหตุที่ทำให้ค่า R นี้ เป็นตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นค่าที่ได้จากการตรวจวัดที่มีประมาณมาก และมีเครื่องมือตรวจที่มีความแม่นยำมากพอ ซึ่งก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่า First Wave นั้นหมดไปแล้วหรือยัง

2. Second Wave จะมาในรูปแบบไหน

หากเปรียบการระบาด COVID-19 รอบแรก เหมือนคลื่นสึนามิ ที่ถาโถมเข้าฝั่งอย่างไม่ทันระวังเตรียมตัว ยกระดับเป็น Pandemic หรือการระบาดทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว เกิดความเสียหายแก่ชีวิตสูงอย่างรวดเร็ว และให้ระบบเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักทันที

การระบาดรอบสอง หรือ Second Wave เปรียบได้กับ คลื่นใต้น้ำ ที่ก่อตัวอย่างเงียบๆ เหตุการณ์ที่ภายนอกดูเหมือนสงบเรียบร้อย แต่บางจุดเรายังเห็นการหย่อนยานของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเกิดการระบาดรอบสองนี้จะรุนแรงระดับใด

“ผมคิดว่า จากบทเรียนที่เราเรียนรู้จาก First Wave หากมีการระบาดรอบสองก็น่าจะมีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า Cluster”เพราะจากบทเรียนที่เราได้เรียนรู้ในรอบแรก มีหลายอย่างที่ประเทศไทยเราทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการที่ประชาชนมีความระแวงและระวัง เริ่มใส่หน้ากากก่อนที่ WHO จะประกาศให้ใส่หน้ากากกันเสียอีก บุคลากรทางการแพทย์มีความชำนาญมากขึ้น รู้วิธีรับมือกับไวรัสตัวนี้ว่า ต้องให้ยาเร็ว Treatment ให้ไวถึงจะได้ผล การทำ Physical distancing สร้างระยะห่างระหว่างบุคคล ทำให้ลดระดับความรุนแรงลงได้ เพราะ COVID-19 เป็นโรคที่แพร่ระบาดได้ง่ายในสังคม การทำ Physical distancing ช่วยให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นช้าลง จากบทเรียนจาก First Wave เราเรียนรู้มาเยอะ คาดว่า ครั้งที่สอง อาจจะไม่รุนแรง ภายใต้เงื่อนไขที่สำคัญคือ ทุกคนยังปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

3. ตัวชี้วัดใดที่จะบอกเราว่าสัญญาณเตือนของ คลื่นลูกที่สอง กำลังจะซัดกระทบฝั่ง

การติดเชื้อหรือเกิดการแพร่เชื้อในวงกว้าง ที่เรียกว่า Super Spread เป็นสัญญาณเตือนจากสังคม แต่สัญญาณเตือนที่จะบ่งบอกว่า Second Wave ได้เกิดขึ้นแล้วเราดูจาก ตัวชี้วัดหลัก คือ

1. ปริมาณผู้ป่วยหนักใน ไอซียู ที่เกิดจากผู้ติดเชื้อที่สูงอย่างรวดเร็ว

2. ปริมาณการใช้เครื่องช่วยหายใจที่สูงอย่างรวดเร็ว

3. มีการใช้ยาหรือวิธีรักษาที่เข้มข้นสำหรับผู้ติดเชื้อหรือที่เรียกว่าการใช้ยาแรง เพื่อยับยั้งการเสียชีวิต

โดยสัญญาณเหล่านี้ บ่งบอกถึงภาวะวิกฤตในการรับมือของการระบาดที่เกิดขึ้น

4. เราจะป้องกัน Second Wave ได้อย่างไร

ตอนนี้เหมือนว่า คนทั้งโลกรอวัคซีน COVID-19 เพื่อต้องการให้เรากลับเป็นเหมือนเดิม กินอยู่เหมือนเดิม ทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนเดิม ทุกคนจึงมองว่า วัคซีนจะขจัดปัญหา COVID-19 ได้ วิธีการนี้คือการมองว่า การได้วัคซีนเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบเชิงรับ ไม่ใช่เชิงรุก

“การป้องกันที่ดี คือ การปรับพฤติกรรม ให้เป็นสังคมที่มีสุขลักษณะที่ดี ใส่ใจระวังในความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น”

“เราต้องมองย้อนกลับไปว่า การระบาดของไวรัสหลายชนิดนั้นไม่ว่าจะเป็น MERS, SARS, Ebola, หรือ COVID-19 เอง เกิดจากพฤติกรรมที่ขาดสุขลักษณะ ขาดการป้องกัน ถ้าต้องการเพียงว่า อยากได้วัคซีนเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม มันก็มีโอกาสเกิดการกลับมาระบาดได้อีก อาจจะเป็นการระบาดจากไวรัสชนิดอื่นก็ได้”

ดังนั้นบทเรียนที่ไวรัสโคโรน่า(COVID-19) สอนเรา คือ การสร้าง New Normal ใหม่ เรื่องการใส่ใจ สุขอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาด เช่น ล้างมือทุกครั้ง ยังคงสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ รักษาระยะห่างทางสังคม ใส่ใจความปลอดภัยของสังคม ใครที่ชิดใกล้กับคนสูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่ป่วยมีโรคประจำตัว จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เหล่านี้คือมาตรการเชิงรุกที่ใช้สำหรับป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสได้เกือบทุกชนิดบนโลกใบนี้