New Norm in Healthcare after COVID-19

วิกฤตไวรัสโคโรน่า(COVID-19) ทำให้เกิด “ความปกติใหม่” หรือที่เรียกว่า New Normal ซึ่งหมายถึง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมที่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น ส่งผลต่อ อุตสาหกรรมสุขภาพ(Healthcare Industry) อย่างไร ลองมาอ่านความคิดเห็นของนายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ PReMA กัน

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์


ความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมยา

เนื่องจากไวรัสโคโรน่า(COVID-19) เป็นการระบาดที่แพร่กระจายกว้างขวางขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์หรือเรียกว่า Global Pandemic ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสียหายไปทั่วโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์การระดมองค์ความรู้และการร่วมมือกันระดับโลก ระหว่างภาครัฐ, ภาคเอกชน, และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ หรือที่เรียกว่า Global Collaboration ความร่วมมือครั้งนี้มีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการแบ่งปันนวัตกรรม อย่างเช่นบริษัท GSK ได้แบ่งปันนวัตกรรม Adjuvant Technology ร่วมกับบริษัท Sanofi เพื่อร่วมกันผลิตวัคซีน, มีการแบ่งปันข้อมูลและผลจากงานวิจัยต่างๆ ที่เรียกว่าการทำ Solidarity Trial ซึ่งเป็นโครงการวิจัยทางการแพทย์ระหว่าง 8 ประเทศ เพื่อช่วยกันประเมินประสิทธิภาพของยาต้านไวรัส เป็นต้น

Telemedicine โอกาสของการรักษาในรูปแบบใหม่

จากนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคมของภาครัฐ ทำให้มีการสนับสนุนให้คนไข้สามารถใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Telemedicine ซึ่งข้อดีของ Telemedicine สามารถทำให้เกิดการลดการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 และยังได้รับความสะดวกสบายจากการใช้บริการ โดยไม่ต้องเสียเวลารอพบแพทย์หรือเดินทางไปโรงพยาบาล


Telemedicine เป็น New Normal ที่มีโอกาสเติบโต แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีของการรักษา เพื่อดึงดูดให้คนไข้เกิดการใช้อย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย”

– นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO

ซึ่งนายแพทย์ทวิราปได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบัน Telemedicine ที่ทำกันอยู่จะมีลักษณะกึ่งๆ ทางไกล คือแพทย์ไม่ได้มีการตรวจอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยข้อมูลจากการสอบถามอาการเป็นหลัก แต่บางครั้งแพทย์ต้องการฟังเสียงปอด ฟังเสียงหัวใจ ดูลำคอ ดูการตอบสนองของกล้ามเนื้อ ซึ่งตรงนี้ยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนาประสิทธิภาพของ Telemedicine ให้ดีขึ้น เพื่อให้คนไข้รู้สึกเหมือนได้รับการรักษากับหมอจริงๆ แบบใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น การผนวกเทคโนโลยีอย่างเช่น Augmented Reality(AR) หรือ Virtual Reality(VR) เข้ามา เพื่อที่จะทำให้คนไข้รู้สึกเสมือนว่าได้มารับการรักษากับแพทย์จริงๆ เพื่อทำให้ประสบการณ์ของผู้เข้ารับการรักษาดีขึ้น หรือการพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ Wearable Device เช่น Smart Watch ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลคนไข้ไว้ในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Dataได้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อให้แพทย์ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาหาทางดูแลรักษา และทำให้คนไข้รู้สึกว่าการพบแพทย์ออนไลน์นั้น ให้ผลที่ไม่ต่างจากการไปพบแพทย์แบบชิดใกล้ แต่ได้รับความสะดวกสบายกว่า

Telemedicine นั้นเหมาะกับการติดตามและรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งต้องมีการติดตามผลของการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Telemedicine จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการพบแพทย์ จะลดปัญหาจากการที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายในการมาพบแพทย์ในแต่ละครั้ง และต้องเสียเวลานานในการเข้ามารักษา

Telemedicine เป็น New Normal ที่มีโอกาสเติบโต แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีของการรักษาเพื่อทำให้คนไข้เกิดการใช้อย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย