การทำวิจัยในยุคหลัง COVID-19

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตหลังยุค COVID-19 นั้น เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของใครหลายคนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการทำงานในด้านสาธารณสุข และการทำวิจัยทางคลินิก ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายโครงการวิจัยถูกปรับเปลี่ยน เนื่องจากความซับซ้อนของการให้บริการในระบบสาธารณสุขที่เปลี่ยนไป และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้โครงการวิจัยต่าง ๆ

ในบทความนี้ แพทย์หญิง อรณี ตั้งเผ่า ผู้ซึ่งทำงานด้านการวิจัยทางคลินิกโดยตรง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ว่ามีผลกระทบอย่างไรกับการปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยในปัจจุบัน และ จะมีผลต่อไปอย่างไรในระยะยาว

พญ. อรณี ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตจากเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น มักเกิดกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงการวิจัยที่มีการดำเนินการมาแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่เป็นทั่วโลก มากน้อยขึ้นอยู่กับมาตรการการจัดการของรัฐบาลแต่ละประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศได้มีการวางแนวทางปฏิบัติในการวิจัยทางคลินิกใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน นักวิจัยและผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยควรจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานร่วมกันในรูปแบบใหม่เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการทำวิจัย

การพัฒนาในวงการแพทย์และการวิจัยในประเทศไทย การพัฒนาบุคลากรที่เป็น Knowledge workers ให้แก่ประเทศนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในวิกฤติ COVID-19 นั้น จะโชว์ศักยภาพของหน่วยงาน แต่ละประเทศ ว่าสามารถปรับตัว พัฒนา และรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างไรบ้าง เพื่อตอบรับ Thailand 4.0 ในอนาคตที่จะสามารถนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการศึกษา ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่อไปในอนาคต การมีผู้ป่วยที่เป็นอาสาสมัครในการทำวิจัยนั้น เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โครงการวิจัยในประเทศไทยมีการพัฒนา และเกิดการค้นพบนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับอนาคต ซึ่งผู้ป่วยที่สนใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองเพื่อพัฒนาขีดความสามารถใหม่ ของวงการวิจัยไทยนั้น พญ. อรณี มีคำอธิบาย เกี่ยวกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยทางคลินิก ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

1. เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ซึ่งวิธีการรักษายังไม่สามารถจัดการโรคนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่อยู่ในขั้นตอนของการวิจัยค้นคว้าทางเทคนิคหรือทดสอบยา

2. ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเอง เพื่อพิจารณาความเสี่ยงในการเข้าร่วมโครงการวิจัย ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาไม่มีโครงการวิจัยที่เหมาะสมกับโรคนี้ ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงในฐานข้อมูลเพื่อสืบค้นว่า มีโรงพยาบาลใด หรือหมอท่านใดที่มีโครงการที่เปิดรับผู้ป่วยด้วยโรคนี้อยู่บ้าง

3. ติดต่อไปยังทีมผู้วิจัย ซักถามข้อสงสัย ทำความเข้าใจกับโครงการและสิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติ ถ้าตกลงและยอมรับก็เซ็นต์ยินยอมเข้าร่วมโครงการ

4. เมื่อเข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยจะถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียด และติดตามผลจากทีมแพทย์ผู้วิจัย โดยแพทย์ผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ผลการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลจะถูกรายงานผ่านทางโปรแกรมเฉพาะ (ePRO หรือ Patient Report Outcome) เพื่อให้ทีมวิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมาจากหลายแหล่ง เพื่อการสื่อสารแบบตรงและโปร่งใส (direct input and transparency) รวมทั้งผู้ป่วยเองก็จะสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

5. เมื่อสิ้นสุดการวิจัยผู้ป่วยสามารถแจ้งขอรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และผู้วิจัยสามารถเติมข้อมูลจากการวิจัยเข้าไปในระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยได้โดยตรง ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อโดยแพทย์ท่านอื่น ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ และเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจะถูกเก็บอย่างปลอดภัย

6. ผลการวิจัยจะถูกตีพิมพ์ เพื่ออธิบายการรักษาในโครงการนั้นได้ผลดีต่อผู้ป่วยโดยรวมไหม เนื่องจากการเข้าร่วมโครงการวิจัยไม่ว่าผู้ป่วยจะได้รับผลดีจากการรักษาเสมอไป ผลดีอาจเกิดกับผู้ป่วยบางคน หรือในบางกรณีข้อมูลที่ได้เรียนรู้อาจทำให้เกิดสมมติฐานใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยในอนาคต

ระบบการเก็บข้อมูลของทีมวิจัย

ทีมวิจัยสามารถเก็บข้อมูลโดยผ่านระบบอิเล็คโทรนิคทั้งหมด (Electronic Data Capturing) เพื่อให้ทีมวิเคราะห์งานวิจัยสามารถทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องมีสำนักงานอยู่ที่เดียวกัน แต่ใช้ฐานข้อมูลบน cloud เป็นตัวเชื่อม ประเทศไทยจะสามารถขยายฐานบุคลากร ลดความแออัดของประชากรในเมือง โดย knowledge worker ต้องมีการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่เสถียรและเชื่อถือได้ ข้อมูลในจุดนี้จะไม่สามารถชี้กลับไปยังผู้ป่วยแต่ละคนเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิผู้ป่วย การตรวจสอบ จัดการข้อมูล จะทำกันเป็นระบบที่อาศัยทักษะหลายด้านจึงต้องมีทีมที่มีพื้นฐานหลายสาขา เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานสาธารณสุข คอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การออกแบบ output รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของระบบและผลลัพธ์ ถ้าเราสร้างระบบได้ครบวงจร ประเทศเราก็จะต่อยอดความเป็นเลิศในด้านการให้บริการทางการแพทย์ ไปถึงการทำการวิจัยทางการแพทย์ในคลินิก

พอเห็นภาพกันไหมคะว่า เราจะช่วยกันพัฒนาไปได้อย่างไร พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของคนที่คิดสร้างสรรค์ กล้าลงมือทำ เรียนรู้ไป และปรับเปลี่ยน ก่อนหรือหลังโควิด นวัตกรรมก็จะเป็นทางออกของประเทศและมนุษยชาติในโลกใบนี้ที่เปลี่ยนไปไม่มีวันหยุด

#Crackthemindset

พญ.อรณี ตั้งเผ่า

พญ.อรณี ตั้งเผ่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาการพัฒนายาทางคลินิก จบการศึกษาปริญญาตรี คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาอายุรศาสตร์ ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปศึกษาต่อปริญญาโท มหาวิทยาลัย McMaster ประเทศแคนาดา และได้รับ American Board of Clinical Pharmacology จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยได้มีความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนายา อดีตอาจารย์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาเภสัชวิทยาคลินิก มหาวิทยาลัย Stanford ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาอาจารย์อรณี ได้ทำงานด้านการพัฒนายาและได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงานจนได้ดำรงตำแหน่งเป็น Chief Medical Officer ในบริษัท start up ที่อเมริกา ปัจจุบันอาจารย์เป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในไทยและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้รับเชิญเป็นวิทยากรในหัวข้อเรื่องการพัฒนายาทางคลินิกอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา