Immunity for Community

สำหรับวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนจะรอความหวังจากวัคซีน มีหลายสำนักข่าวออกมารายงานว่ามีหลายบริษัทเริ่มทดลองวัคซีนในงานวิจัยทางคลินิกเพื่อเร่งผลิตวัคซีนให้ได้อย่างรวดเร็ว อะไรคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาวัคซีน? และความเป็นไปได้ที่เราจะมีวัคซีน COVID-19 ภายในต้นปีหน้ามีมากแค่ไหน? ลองมาอ่านความคิดเห็นของนายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์กันครับ

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์


ความปลอดภัยต้องมาก่อน

หนึ่งในคำปฏิญาณอันเป็นจริยธรรมของแพทย์ (Hippocratic Oath) ในการรักษาคนไข้คือ “First, do no harm” หรือในภาษากรีก คือ “primum non nocere,” ซึ่งคำปฏิญาณอันเป็นจริยธรรมของแพทย์ ที่ฮิปโปเครติส (Hippocrates) “บิดาแห่งการแพทย์” ได้กล่าวไว้

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับนวัตกรรมยา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทั่วโลก คือความปลอดภัย วัคซีนต่างกับยารักษาโรค เพราะวัคซีนเรานำมาใช้กับคนที่สุขภาพดี เราจึงต้องดูผลที่เกิดขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงอีกหลายปัจจัย เช่น วัคซีนนี้สามารถใช้ได้กับคนทั่วโลกหรือไม่ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ คนต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว หรือต่างพันธุกรรม

นอกจากนี้ เรายังต้องประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนว่า วัคซีนที่เราคิดค้นได้นั้น สามารถสร้างความคุ้มกันได้หรือไม่ เพราะการฉีดวัคซีนเพื่อไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน เราต้องประเมินจากการทดลองทางคลินิคด้วยว่าวัคซีนสามารถเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันไหม เพราะยังมีปัจจัยของความแตกต่างด้าน อายุ เพศ เชื้อชาติ ที่อาจจะให้ผลการตอบสนองการสร้างภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันเท่าที่ทราบตอนนี้มีวัคซีนตัวอย่างที่เริ่มทดลองทางคลินิกแล้วประมาณ 8 ตัวอย่าง เพื่อประเมินผลของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ


เป็นไปได้มากแค่ไหนที่จะเห็นวัคซีนในปีหน้า

ปัจจุบันเท่าที่ทราบตอนนี้มีวัคซีนตัวอย่างที่เริ่มทดลองทางคลินิกแล้วประมาณ 8 ตัวอย่าง เพื่อประเมินผลของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ซึ่งโดยปกติการพัฒนาวัคซีนเป็น กระบวนที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพราะเราต้องดู ผลด้านความปลอดภัย


หนึ่งในคำปฏิญาณอันเป็นจริยธรรมของแพทย์ (Hippocratic Oath) ในการรักษาคนไข้ คือ “First, do no harm”

– ฮิปโปเครติส บิดาการแพทย์

และประสิทธิภาพทางคลินิกผลจากการทดลองในคนกลุ่มน้อย และผลจากการทดลองกับคนกลุ่มใหญ่ แล้วถึงจะค่อยพัฒนาเพื่อใช้ป้องกันคนไข้ แต่ถ้าเราย่นระยะเวลามาเหลือ 10 เดือน จะเป็นไปได้แค่ไหน ในโลกยุคนี้ที่มีนวัตกรรมยามากมาย ทำให้เราสามารถค้นพบยาได้เร็ว เราอาจจะย่นเวลาการวิจัยและผลิต โดยการโยนเงินทุน โยนนวัตกรรม เข้าไป แต่ความปลอดภัยอาศัยมิติของเวลา ที่ต้องประเมินผลระยะยาว ความปลอดภัยของมนุษย์จึงไม่สามารถย่นเวลาได้

ประเด็นของการหยุดการระบาดนั้น ไม่ได้จบที่เราคิดค้นวัคซีนได้ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาและทำวิจัยต่อไปอีกคือ

1. เราผลิตวัคซีนเพียงพอไหม

2. เราสามารถทำให้ทุกคนได้รับวัคซีนได้ไหม

3. วัคซีนที่ฉีดเข้าไป สามารถเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ เพียงพอต่อการป้องกันการระบาดได้พอหรือไม่

4. ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนนั้น อยู่ได้นานแค่ไหน เพราะถ้าวัคซีนอยู่ไม่ได้นาน หรือมีปริมาณน้อยจะต้องฉีดซ้ำในปริมาณเท่าไหร่ เพราะถ้าให้ปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปจะเกิด ภาวะ Cytokine Storm คือสภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาดและการตอบสนองด้านการอักเสบโหมกระหน่ำเกินภาวะควบคุมได้ จนไปทำลายปอด

ดังนั้น ใน 10 เดือนเราอาจจะเห็นวัคซีนได้ แต่เรื่องความปลอดภัยนั้น ยังให้คำตอบไม่ได้

การปรับพฤติกรรมเสริมสร้างสุขลักษณะคือจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส COVID-19 ให้กับสังคมและชุมชน

เราจะเห็นได้ว่าจุดเริ่มกำเนิดของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้นเกิดจากพฤติกรรมที่ขาดสุขลักษณะของมนุษย์ ถ้ามองย้อนไปดูจุดกำเนิดของการระบาดของไวรัสอย่าง MERS, EBOLA , SARS ก็มีรูปแบบเดียวกัน คือการขาดสุขลักษณะ แรงผลักดันที่ทำให้เราต้องการวัคซีน คือเพื่อต้องการกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเก่า แต่การใช้ชีวิตแบบเก่าด้วยการมีพฤติกรรมที่ขาดสุขลักษณะ มันส่งผลเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสเหล่านี้ขึ้นมาได้ ดังนั้นการสร้าง พฤติกรรมให้ใส่ใจในสุขลักษณะของตนเองและผู้อื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสที่ดีอีกทางหนึ่ง

การปรับพฤติกรรมเสริมสร้างสุขลักษณะคือจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส COVID-19 ให้กับสังคมและชุมชน