Leadership 4.0 Rising above the waves

ในภาวะวิกฤตไวรัสโคโรน่า(COVID-19) ที่เกิดขึ้น นอกจากจะส่งผลกระทบที่รุนแรงด้านสุขภาพและความปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลต่อการบริหารการจัดการธุรกิจด้วย ทั้งในเรื่องของ Global Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งและโรงงานการผลิตที่ถูกสั่งปิด ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้า รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลง Business Model ในหลายธุรกิจเพื่อรับมือกับ New Normal ใหม่ที่เกิดขึ้น วันนี้เราได้เรียนรู้ถึงการปรับตัวในการวางแผนด้านธุรกิจ เพื่อฝ่าวิกฤตที่จะเกิดขึ้น จากนายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ PReMA เพื่อให้เราตระหนักได้ว่าในฐานะคนทำธุรกิจ อะไรคือสิ่งจำเป็นของธุรกิจที่จะต้องทำเพื่อรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์ CEO ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์


องค์กรที่เน้นเรื่องนวัตกรรม จำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการคุณภาพโดยรวม(Total Quality Management หรือ TQM)

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่ เคยกล่าวไว้ว่า การตัดสินใจขององค์กรในทุกๆ ครั้งนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงเพราะมันคือ การตัดสินใจบนพื้นฐานของการใชัทรัพยากรที่มีในวันนี้ที่จะส่งผลต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ “Long range planning does not deal with future decisions, but with the future of present decisions”

ดังนั้นการดำเนินงานของธุรกิจ คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในกรณีของการระบาดไวรัสโคโรน่า(COVID-19) ที่เกิดการระบาดขึ้น ทำให้กระบวนการจัดการทางธุรกิจหยุดชะงัก แต่วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบกับสมาชิก PReMA

เพราะว่าสมาชิกของ PReMA เป็นบริษัทยาข้ามชาติ ที่มีการบริหารจัดการคุณภาพโดยรวมหรือ TQM อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการทำบริหารจัดการความเสี่ยง(Risk Management) ในเรื่องห่วงโซ่อุปทานระดับโลก(Global Supply Chain) ที่ดี ในการบริหารจัดการระบบของ Global Supply Chain นั้น จะต้องมีการวางแผนด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า(Logistic) ให้ครอบคลุมทั่วโลก โดยจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของเรื่องระบบคลังสินค้า ระบบการจัดหาวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้มีการออกแบบระบบพิมพ์เขียว (Service Blueprint) ไว้ตั้งแต่ต้นก่อนที่จะมาเปิดตลาดในแต่ละประเทศไว้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว


“นักธุรกิจ ผู้หาโอกาสจากความเสี่ยงและบริหารจัดการความเสี่ยงนั้น ให้แปรเปลี่ยนเป็นกำไร”

– นพ. ทวิราป ตันติวงษ์

นอกจากนี้ยาส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีสิทธิบัตร ดังนั้นจึงต้องควบคุมการผลิตเอง ทำให้ต้องมีการประเมินความต้องการล่วงหน้าและวางแผนการผลิตและการขนส่งให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการที่ได้มีการประมาณการไว้ล่วงหน้า โดยที่คำถึงถึงคนไข้เป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของการดำเนินงานภายใต้ระบบ TQM ซึ่งเป็นผลทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการตอบสนองต่อความต้องการของแพทย์มากนัก นอกจากจะไม่มีปัญหายาขาดตลาดแล้ว เรายังสามารถจัดหาและผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย เครื่องช่วยหายใจ รวมไปถึงยารักษาโรคเพิ่มเติม เพื่อบริจาคให้กับบุคลากรทางการแพทย์สำหรับช่วยเหลือคนไข้ได้อย่างเพียงพอได้อีกด้วย

หลักการของการบริหารจัดการความเสี่ยง Risk Management

ในการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงนั้น สินค้าที่มีความเสี่ยงสูง จะมีกระบวนการลดความเสี่ยงรองรับอยู่ 2 ระบบ คือ

1. การทำซ้ำซ้อน (Duplication)

2. ระบบเผื่อเหลือเผื่อขาด (Redundancy)

ตัวอย่างเช่น การจัดการบริหารความเสี่ยงบนเครื่องบิน จะมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยมีการจัดการแบบทำซ้ำซ้อน(Duplication) คือมีนักบิน 2 คน เพื่อป้องกันในกรณีนักบินอีกคนทำงานมีปัญหาหรือทำงานไม่ได้ ผู้ช่วยนักบินจะทำงานแทน

การบริหารแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด(Redundancy) คือ การสร้างระบบสำรอง เช่นในเครื่องบินจะมีการสร้างระบบไฟฟ้า มีระบบไฮดรอลิคสำรองอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงถ้าอีกระบบหนึ่งไม่ทำงานหรือทำงานขัดข้อง หรือการให้ผู้โดยสารเปิดหน้าต่างขณะเครื่องขึ้นลง เพื่อช่วยกันสังเกตความผิดปกติของเครื่องบินจากภายนอก

สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ มุมมองของธุรกิจด้วย บางธุรกิจคำนึงถึงประสิทธิภาพของการควบคุมต้นทุน อาจจะเน้นไปที่แหล่งวัตถุดิบที่ถูก การขนส่งที่ถูก มีการคำนึงถึงคุณภาพในด้านที่แตกต่างไป แต่สมาชิก PReMA เป็นบริษัทที่วิจัยและผลิตยาและเวชภัณฑ์ที่มีผลต่อชีวิตคน จึงเน้นเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และนวัตกรรมยา การบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ เราจึงต้องใส่ใจในการบริหารคุณภาพโดยรวม

New Normal ใหม่ของการบริหารจัดการยุคหลัง COVID-19 คือ การทำแผนบริหารความต่อเนื่อง Business Continuity Plan หรือ BCP

จะเห็นได้ว่าพอรัฐบาลประกาศปิดเมือง บางธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เพราะไม่มีแผนรองรับ การทำแผนบริหารความต่อเนื่อง(BCP) ก็เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤต เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจ หลักการทำ BCP คือการคิดเผื่อว่า จะมีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นเราจะรับมืออย่างไร เช่น ถ้ามี Second Wave เกิดขึ้นจะต้องปรับตัวอย่างไร เราได้เตรียมตัวกันอย่างไรแล้วบ้าง

บริษัทที่มี BCP จะมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ เช่น ในกรณีที่ผ่านมา มีการ Work From Home เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เรามีการลงทุนเรื่องระบบ Intranet และ Internet ไว้อย่างไร ระบบ Video Conference ภายในมีไหม อย่างที่ผ่านมาบางบริษัทที่ไม่ได้เตรียมระบบ Video Conference ภายใน แล้วไปใช้บริการภายนอก เช่นการใช้โปรแกรม Zoom จึงเจอปัญหาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลตามมา หรือพอเกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า(COVID-19) เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจอย่าง KFC ที่เขามีระบบขนส่งแบบ Delivery อยู่แล้ว กลับเป็นยูนิตที่สร้างรายได้และช่วยพยุงธุรกิจในยามวิกฤตได้ บางรายที่ไม่ได้เตรียมตัว จึงต้องเสียเวลาเริ่มต้นใหม่และเรียนรู้เพื่อสร้างระบบกันใหม่ ดังนั้น BCP จะช่วยให้เราเตรียมมาตรการรองรับเมื่อเกิดวิกฤต และสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และช่วยลดผลกระทบจากธุรกิจได้