การสร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้บริการ ภายใต้ข้อกฎหมายและมาตรฐานที่นำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
27 สิงหาคม 2563 ในงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ภายใต้หัวข้อ “The Evolution in Healthcare: Digital Transformation in Thailand Post COVID-19” ในตอนที่ 4 ในหัวข้อ Protecting Patient Privacy: Legal and Ethical Challenges โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอมรา จันทร์เปล่ง Corporate and Public Affairs Lead, Pfizer (Thailand) Limited และ PReMA Innovation Task Force เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในครั้งนี้
รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวถึงการการปรับตัวของโรงพยาบาลครั้งสำคัญในช่วงโควิด-19 “การเกิด Digital Transformation ของเราทำได้ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น โดยเราต่อยอดด้วยการนำเสนอโครงการ 5G, Cloud และ AI Solutions ให้กับคณะกรรมการการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิด Transformation ได้ดียิ่งขึ้น อนาคตอาจจะเกิด Personalized Medicine ได้หากพัฒนาตรงนี้ได้ดี คนไข้อาจจะไม่ต้องไปโรงพยาบาลเลยก็ได้ ความหวังสูงสุดคือเกิด Healthcare Everywhere ซึ่งจะเหนือกว่า Telemedicine แต่เรื่องสำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลคนไข้ในการนำไปใช้ ซึ่งต้องทำให้ตรงนี้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีกฎหมายกำกับชัดเจน”
ด้าน ดร.พัชรินทร์ บุญยะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์คุณภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ กล่าวในฐานะผู้ให้บริการเอกชน “การสร้างมาตรฐานในโรงพยาบาลเรื่องข้อกำหนดและกฎหมายสำคัญมาก การเริ่มต้นบริการข้อมูลสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ข้อมูลละเอียดอ่อน (ข้อมูลการรักษาพยาบาล) ซึ่งการมีพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act หรือ PDPA) จะทำให้เกิดการยกระดับกฎหมายของเราให้เทียบเท่ากับสากล แต่ก็ยังมีความคลุมเครือในส่วนของบทบาทการนำไปใช้ รวมถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ จากข้อมูลที่เรามี ซึ่งในส่วนของเราที่เป็นผู้ให้บริการการดูแลและกำกับข้อมูลของลูกค้าหรือคนไข้ การสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ”
โดย รศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ผู้อำนวยการ สถานบริหารจัดการงานวิจัยคลินิก (ACRO) คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลระดับงานวิจัย “ในการทำวิจัย การใช้ข้อมูลของคนไข้หรือผู้ร่วมทดลองงานวิจัยเป็นเรื่องจำเป็น แต่พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีระเบียบการใช้อีกว่าสามารถนำข้อมูลของผู้เข้าร่วมทดลองนำไปใช้ได้แค่ไหน อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่แค่ลายเซ็น ลงชื่อ แต่รวมไปถึงการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการอื่น ๆ ด้วย เพราะก็ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น ฉะนั้นการสร้างให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ให้ข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงดิจิทัลก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพูดถึง เพราะมีคนอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงตรงนี้เหมือนกัน”
ด้าน คุณสุรางคณา วายุภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท beTECH Tech Kumpany จำกัด กล่าวว่า “เรื่องที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยบริหารจัดการข้อมูลตามครรลองของกฎหมาย ก่อนที่จะไปพัฒนาระบบ เพราะนี่คือการสร้างมาตรฐานที่จะนำไปต่อยอดเรื่องอื่น ๆ ในขณะที่กฎหมายมีหลายฉบับและอาจจะยังมีความคลุมเครือ แต่เราต้องทำให้เกิดการปรับใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งาน ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่สามารถปกปิดหรือปิดบังข้อมูลของเจ้าของข้อมูล เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอด แต่กว่าเราจะไปถึงตรงนั้น เราต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดเจน ตรงกัน ให้เกิดขึ้นเสียก่อน”
ด้าน นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวสรุปการเสวนาทั้ง 4 ตอน ใจความว่า “กรอบความคิดเป็นตัวกำหนดการปฏิบัติ และเราสามารถที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตเราได้หากเราเปลี่ยนกรอบความคิด โดยนักวิจัยเองต้องคิดแบบ Global ทำแบบ Local และไม่หยุดพัฒนา ต้องคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ต้องหัดเป็นผู้ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด โดยข้อมูลที่ได้ต้องมีคุณภาพเพื่อชี้นำผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น โดยอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของการใช้ข้อมูล เพราะศตวรรษนี้หลักทรัพย์คือขุมทรัพย์ที่มีมูลค่าและคุณค่ามหาศาล”
PReMA และ TCELS ต้องขอขอบคุณสำหรับผู้ที่ติดตามและให้การสนับสนุนให้เกิดงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ที่เป็นประโยชน์ในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการจุดประกายและต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน เพื่อการพัฒนาทางด้านความคิด ทัศนคติ ให้เกิดงานวิจัยและสร้างเป็นนวัตกรรม ให้เป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป