ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการศึกษาพบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยหลักๆ เห็นว่า สาเหตุที่ประเทศไทยได้รับส่วนแบ่งการทำวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการพร้อมๆกันในหลายประเทศลดลง คือความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับกระบวนการทบทวนข้อมูลตำรับยาก่อนการอนุมัติและลดระยะเวลาในการอนุมัติลง ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยโดยทั่วไปยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้งานเสร็จตามกำหนดเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มสถานที่ทำการวิจัยทางคลินิกในภูมิภาคที่ได้รับการรับรองให้มากขึ้นเนื่องจากเป็นแหล่งประชากรผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักอันหนึ่งของประเทศไทย

จากประสบการณ์ของประเทศไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์หลังจากมีการปรับกระบวนการทางด้านกฎระเบียบให้กระชับขึ้น ทำให้ดีลอยท์เชื่อว่าประเทศไทยก็น่าจะมีอัตราการเติบโตแบบเดียวกัน ในด้านจำนวนการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการในหลายประเทศพร้อมๆกันเช่นเดียวกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค กล่าวคือ ประมาณ 5 ปีหลังจากการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับการวิจัยทางคลินิกของประเทศเหล่านั้น แต่ละประเทศได้กลายเป็็นสถานที่วิจัยทางคลินิกระดับสากลเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของที่เคยเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนการปฏิรูป ในทำนองเดียวกันคู่แข่งของประเทศไทย (ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์) ต่างมีอัตราการเติบโตรวมกันในเรื่องการเป็นสถานที่วิจัยทางคลินิกระดับสากลสูงกว่าประเทศไทยประมาณหนึ่งในสามในช่วง 5 ปจี นถงึ ป ี พ.ศ. 2558 ดังนั้นหากประเทศไทยปรับกระบวนการด้านกฎระเบียบให้ดีขึ้นเหมือนประเทศคู่แข่งเหล่านี้ก็เป็นไปได้ที่การวิจัยทางคลินิกโดยรวมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณร้อยละ 20 ซึ่งจะทำให้มีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณปีละ 3,900 ล้านบาท (100 ล้านเหรียญสหรัฐ)

โดยรวมแล้ว ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสร้างความเติบโตใหม่ๆแก่ของตลาดการวิจัยทางคลินิก อย่างไรก็ดีสถานภาพปัจจุบันของอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่าประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ของการทำการวิจัยทางคลินิกในประเทศยังไม่เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สามารถตระหนักถึงประโยชน์ดังกล่าว ประเทศไทยควรดำเนินการดังต่อไปนี้

1. การทำให้กฏระเบียบต่างๆมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

  • i) เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ภาครัฐและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกับพันธมิตรระดับสากล
  • ii) มีหน่วยงานกลางของคณะกรรมการจริยธรรม รวมถึงคณะกรรมการอนุมัติกลาง
  • iii) ยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับยาเพื่อการวิจัย
  • iv) เพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยที่ได้รับการรับรองและเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค

2. การให้ความสำคัญต่อนโยบายการพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการวิจัยทางคลินิก

  • i) พัฒนานโยบายด้านการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม และมีการประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง และ กระทรวงพาณิชย
  • ii) สร้างเสริมศักยภาพในการทำวิจัยทางคลินิกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
  • iii) พัฒนาดัชนีประจำปีของการทำวิจัยทางคลินิกของยาชีวเภสัชศาสตร์เพื่อวัดผลความก้าวหน้า

3. ทำให้การปฏิรูปสามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืนโดยการสร้างให้เกิดคณะทำงานสหวิชาชีพด้านการทำวิจัยทางคลินิกระดับชาติเพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์โดยละเอียดในการพัฒนาการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย

จากการศึกษาโดย Wong (พ.ศ. 2554) การนำข้อแนะนำดังกล่าวข้างต้นไปปรับใช้ให้้เกิดผลสามารถทำให้เกิดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิจัยทางคลินิกในระยะต้นและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมซึ่งมีโอกาสในการเพิ่มมูลค่าอย่างสูง

408/85 อาคารพหลโยธินเพลส ชั้น 19 ถนนพหลโยธิน, สามเสนใน, พญาไท
กรุงเทพ 10400 ประเทศไทย

โทร : (02) 619-0232-6
โทรสาร : (02) 619-0237
อีเมล : [email protected]
facebook.com/prem.health
PReMA Thailand